Subscribe:

Social Icons

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ตลาดน้ำคลองสระบัว


ตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตลาดตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติของต้นไม้และผืนหญ้า เมื่อได้ผ่านเข้าไปก็ยิ่งเห็นถึงความแปลแตกต่างจากตลาดน้ำทั่วไปที่ได้พบมา เพราะที่ตลาดน้ำคลองสระบัวถูกเนรมิตขึ้นมาให้อยู่ท่ามกลางความสดเขียวของเรียวรวงข้าวกลางท้องทุ่งนาของเมืองอยุธยาจริง ๆ  แค่เส้นทางที่ใช้เดินเข้าสู่ตลาดก็ทำให้รู้สึกได้ถึงความต่างกับตลาดน้ำ ตลาดโบราณ หลาย ๆ แห่ง เน้นการตกแต่งด้วยของง่าย ๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันของเกษตรกรเช่น อุปกรณ์หาปลา ปิ่นโต หม้อดินเผามีเป็นเรือนไม้ หลังคาจากมุงแฝก ขนาดใหญ่หลายหลัง นอกจากจะเป็นตลาดที่ขายสินค้าพวกอาหาร ผัก ผลไม้ แล้วยังมีการแสดงที่ใช้ท้องนา และพื้นน้ำเป็นเวที นักแสดง ออกมาจากทุกทิศทุกทางสวยงามอลังการ อีกด้วย


สิ่งที่น่าสนใจในตลาดน้ำคลองสระบัว



สัมผัสบรรยากาศของวิถีไทย

 เพียงย่างก้าวที่เราได้เข้ามาในตลาดน้ำคลองสระบัว ในส่วนของบริเวณทางเข้า เราจะได้สัมผัสกับทุ่งนาเขียวขจีซึ่งบ่ง บอกถึงความสมบรูณ์ของเมืองอยุธยา แต่ครั้งเก่าก่อน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของไทย นอกจากนี้ยังบ้านเรือนไทยในสมัยก่อนประดับประดาด้วยข้างของง่ายของง่ายๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันของเกษตรกร  เช่น อุปกรณ์หาปลา หม้อดินเผาที่จำลองมาให้เข้า ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ นอกจานี้หากเดินไปยังอีกฝั่งหนึ่งของตลาดน้ำ ก็จะพบกับสระบัวขนาดใหญ่พร้อมดอกบัวที่กำลังบานชูช่อสวยงามอวดสายตาให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชม และดาราเด่นแห่งท้องนาคงไม่พ้นเจ้าทุยที่นอนเกลือกกลิ้งโคลน เป็นบรรยากาศของวิถีชีวิตแลธรรมชาติแบบนี้เป็นสิ่งที่เราจะหาชมได้ยากในเมืองใหญ่ชมบรรยากาศเลือกชิมของกินอร่อยนอกจากสัมผัสบรรยากาศแบบพื้นบ้านแล้ว ที่ตลาดน้ำคลองสระบัว ยังมีอาหารพื้นบ้านทั้งคาวหวานให้เราเลือกชิมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขนมจีน มะตะบะ ยำต่าง หมูสะแต๊ะลูกชิ้น ขนมถ้วย ปอเปี๊ยะ เป็นต้น การซื้ออาหารรับประทานก็จะต้องมีการแลกคูปองด้วย



ชมการแสดง
 การแสดงที่เปิดให้ชมที่ตลาดน้ำคลองสระบัว เป็นการแสดงที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี โดยเป็นการที่งดงามและตระการตา โดยเนรมิตฉากกลางทุ่งนาและเวทีกลางน้ำ ซึ่งดูแปลกตากว่าที่อื่น มีทั้งการแสดงวรรณคดีไทย และการแสดงพื้นบ้านต่างๆมีให้ชมทั้งหมด 4 รอบด้วยกัน คือ 

รอบที่ 1 : 12.00 น., 
รอบที่ 2 : 14.00 น. ,
รอบที่ 3 : 15.30 น. ,
รอบที่ 4: 17.00 น.

การแสดง แต่ละรอบแสดงไม่ซ้ำกันใช้เวลาในการแสดงรอบละครึ่งชั่วโมง



รายละเอียดเพิ่มเติม

เปิดให้เยี่ยมชมใน เสาร์ - อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. ติดต่อสอบถาม 02-610-9458 089-7676671  องค์การบริหารส่วนตำบลคลองสระบัว 035-328334 http://www.klongsrabua.go.th/index.php



การเดินทางไปตลาดน้ำคลองสระบัว


โดยรถยนต์ส่วนตัว
 เมื่อมาถึงเกาะเมืองอยุธยา วิ่งรอบคูเมืองไปตามถนนอู่ทอง ตัดข้ามคูเมืองตามเส้นที่จะไปบ้านคลองสระบัว ผ่านวัดศรีโพธิ์ ขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงตลาดน้ำคลองสระบัว เข้าไปจอดรถก่อนทางเข้าตลาด จอดฟรีค่ะ


โดยรถสาธารณะ
จากสถานีหมอชิตใหม่ มีบริการรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทุกวันวันละ
หลายเที่ยว ทั้งรถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 กรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยา และรถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 กรุงเทพฯ-ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร-พระนครศรีอยุธยา สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2936 2852-66 หรือที่เว็บไซต์ www.transport.co.th หรือรถตู้โดยสารจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต นั่งรถมาลงสุดสาย จากนั้นต่อรถมอเตอร์ไซค์ไปลงตลาดน้ำคลองสระบัว ค่าโดยสาร 25 บาท


วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เทศกาลลอยกระทง


ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บลอยกระทงสุโขทัย

วันลอยกระทงของทุกปีจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือถ้าเป็นปฏิทินจันทรคติล้านนาจะตรงกับเดือนยี่ และหากเป็นปฏิทินสุริยคติจะราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเดือน 12 นี้เป็นช่วงต้นฤดูหนาว อากาศจึงเย็นสบาย และอยู่ในช่วงฤดูน้ำหลาก มีน้ำขี้นเต็มฝั่ง ทำให้เห็นสายน้ำอย่างชัดเจน อีกทั้งวันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง ทำให้สามารถเห็นแม่น้ำที่มีแสงจันทร์ส่องกระทบลงมา เป็นภาพที่ดูงดงามเหมาะแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง



 ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า "พิธีจองเปรียญ" หรือ "การลอยพระประทีป" และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน 


          ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า 


          ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฎในหนังสือนางนพมาศที่ว่า 

          "ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้ป็นลวดลาย..." 


ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า "เรือลอยประทีป" ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย


          เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า "ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน" พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 


ประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีโบราณของไทย แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าทำกันมาตั้งแต่เมื่อไร เท่าที่ปรากฏ กล่าวได้ว่ามีมาตั้งแต่สุโขทัยเป็นราชธานี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสันนิษฐาน ว่า เดิมทีเดียวเห็นจะเป็นพิธีของพราหมณ์ กระทำเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าทั้งสาม คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้ถือตามแนวทางพระพุทธศาสนา มีการชักโคมเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุพระจุฬามณีในชั้นดาวดึงส์ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท ซึ่งประดิษฐาน ณ หาดทรายแม่น้ำนัมมทา ในสมัยสุโขทัย นางนพมาศพระสนมของพระร่วงได้คิดทำกระทงถวายเป็นรูปดอกบัวและรูปต่างๆให้ทรงลอยตามสายน้ำไหล


พระร่วงเจ้าทรงพอพระราชหฤทัยกระทงดอกบัวของนางนพมาศมาก จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และปฏิบัติสืบต่อกันมา จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยเหตุนี้ กระทงรูปดอกบัวจึงปรากฏมาจนทุกวันนี้ แต่เปลี่ยนชื่อเรียกว่า "ลอยกระทงประทีป" ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงตัดพิธีต่าง ๆ ที่เห็นว่าสิ้นเปลืองออก ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้อีก ปัจจุบันนี้ การลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย แต่พิธีของชาวบ้านยังทำกันอยู่เป็นประจำตลอดมา